It is currently Mon 18 Dec 2017 5:35 pm

All times are UTC + 7 hours




Post new topic Reply to topic  [ 1 post ] 
Author Message
 Post subject: พระอาจารย์ชยสาโร เจาะใจ : แสงแรก [12 ก.พ. 58]
PostPosted: Sun 22 Feb 2015 11:08 am 
Offline

Joined: Tue 05 May 2009 8:20 pm
Posts: 187
2015-02-22_095104.jpg

ชื่อเดิมว่า ฌอน ชิเวอร์ตัน เป็นชาวอังกฤษ หลวงพ่อชามักจะเรียกสั้นๆว่า "ช้อน" เหมือนที่เรียกท่านมิตซูโอะ ว่า "สี่บาทห้าสิบ" (ชื่อเดิมท่าน มิตซูโอะ ชิบาฮาชิ) เป็นพระผู้สนใจพัฒนาการศึกษาโดยเปิดโรงเรียนวิถีพุทธ คือ โรงเรียนทอสี และ โรงเรียนปัญญาประทีป

1. ท่านว่าท่านเป็นคนมีบุญเพราะป่วยเป็นโรคหืดหอบตั้งแต่ 1 ขวบ - 14 ปี จึงทำให้ท่านต้องอยู่บ้านมากกว่าโรงเรียนท่านจึงชอบอ่านหนังสือ ชอบศึกษาค้นคว้ามากกว่าเด็กผู้ชายโดยทั่วไป ซึ่งยอมรับว่าตอนนั้นไม่มีความสนใจในศาสนาโดยเฉพาะศาสนาประจำชาติรู้สึกว่าไม่ถูกจริตไม่เข้ากับตน

2. อายุ 14-15 ปีก็เกิดคำถามขึ้นว่า
2.1) ตนเกิดมาทำไม เพื่ออะไร ชีวิตที่ดีงาม ชีวิตที่ดีที่สุดเป็นอย่างไร จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบว่าชีวิตแบบนี้มีคุณภาพมาก ชีวิตแบบนี้มีคุณภาพน้อย
2.2) ทำไมโลกเป็นแบบนี้ ในเมื่อทุกคนเกลียดทุกข์รักสุข โลกเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ ความไม่ยุติธรรมความโหดร้าย การรบราฆ่าฟันกัน เกิดความสงสัยว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ จำเป็นไหมต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่จำเป็น โลกดีกว่านี้ได้ แล้วเราควรทำอย่างไร

3. สิ่งที่จะทำให้หายสงสัยคือการอ่านหนังสือ ทั้งประวัติศาสตร์ ปรัชญา จิตศาสตร์ มากมายจนกระทั่งได้เจอคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วรู้สึกตั้งแต่ต้นเลยว่าใช่

4. ในสังคมตะวันตกมีนักปรัชญามากมายที่พยายามอธิบายโลก ท่านก็ได้ศึกษาเหมือนกันแต่ไม่ประทับใจ ที่สำคัญคือพออ่านปรัชญาของใคร แล้วท่านต้องค้นคว้าถึงประวัติของผู้แต่งว่าในชีวิตเขามันตรงกับที่สอนคนอื่นหรือไม่ เขาสามารถทำในสิ่งที่สอนคนอื่นได้ไหม แล้วไม่เคยเจอ แต่พอมาพบคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วไม่เจอที่จะตำหนิได้เลย
(จะเห็นว่าท่านไม่ได้เออออเชื่อเพราะเป็นคนดังน่าเชื่อ แต่ดูลึกถึงชีวิตจริงของผู้สอนด้วยว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร)

5. คำสอนของพระพุทธเจ้าที่อ่านพบและประทับใจตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คือ "ทุกข์ของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะมนุษย์เราไม่เข้าใจตัวเอง เพราะไม่เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง แล้วก็เกิดความอยากต่างๆซึ่งเรียกว่า ตัณหา ตราบใดที่เราไม่เข้าใจตัวเอง ไม่ฝึกจิตใจตัวเอง ทั้งๆที่เราเกลียดทุกข์รักสุขก็จริง แต่เรามักจะดำเนินชีวิตไปในทางตรงข้าม สร้างทุกข์ ทำลายความสุขหรือไม่เข้าถึงความสุขที่ควรจะเข้าถึง"

6. ปรัชญาต่างๆในโลกเท่าที่เรียนมา มักจะเน้นในอุดมการณ์ว่า มนุษย์ที่ดีควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คือสอนว่ามนุษย์ควรจะเป็นอย่างไร แต่พอเรายอมรับในหลักการ รู้สึกประทับใจซาบซึ้งใจ แล้วพอเราอ่านต่อว่า ทุกวันนี้ที่เรายังมี โลภ มีโกรธ มีหลง มีสิ่งไม่ดีมากมาย แล้วเราจะพัฒนาตัวเองให้เปลี่ยนจากที่มีทุกวันนี้ให้เป็นไปอย่างที่ลัทธินั้นหรือศาสนานั้นสอนได้อย่างไร ปรากฏว่าแทบจะไม่มีวิธีการให้ เพราะฉะนั้นเอกลักษณ์สำคัญของศาสนาพุทธคือ "มีวิธีการ" และไม่ได้เริ่มจากอุดมการณ์ แต่เริ่มจากสิ่งที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรื่องเหนือฟ้าหรือต้องเชื่อไว้ก่อน

7. ถาม : ชีวิตของคนเราในปัจจุบันมีความทุกข์ขึ้นไหมเมื่อเทียบกับ 35 ปีก่อน
ตอบ : ทุกข์ของมนุษย์ก็เหมือนเดิม ชีวิตเราไม่ว่าสมัยไหนก็เป็น เรื่องกาย เรื่องใจ ถ้าหากว่าเรากลับมาอยู่กับตัวเอง ดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เราก็มาเจอกายเจอใจ ไม่ว่าคนไทย ต่างชาติ ผู้หญิง ผู้ชาย เป็นใครก็ตาม กิเลสเกิดขึ้นดับไป คุณธรรมเกิดขึ้นดับไป

หลักการก็คือให้ดูให้รู้ ให้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ศึกษาจากชีวิตของตัวเองทุกวันๆ เก็บข้อมูลจากสิ่งภายนอกตัวบ้าง สิ่งภายในตัวบ้าง แล้วความสุกงอมก็เกิดขึ้น นิสัยใจคอเปลี่ยน ค่านิยมเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะเราเชื่อในคัมภีร์หรือครูบาอาจารย์ แต่เพราะเห็นว่าถ้าทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ก็เกิดผลอย่างนี้ ถ้าต้องการอย่างนี้ต้องทำอย่างนี้ จะเห็นเป็นเหตุเป็นปัจจัยชัดขึ้น เมื่อเรากล้ามองด้านในของชีวิตมากขึ้น

8. ถาม : ถ้าเราไปวัดมักจะเจอแต่คนทุกข์พอทุกข์ถึงไปวัด พอหายทุกข์ก็ไม่มาแล้วพอทุกข์อีกทีก็กลับไปวัดใหม่
ตอบ : ถ้าดูจำนวนคนเป็นทุกข์ทั้งหมด ก็จะมีจำนวนหนึ่งที่เข้าวัด จำนวนหนึ่งเข้าบาร์ ดังนั้นคนที่ทุกข์แล้วเข้าวัดเป็นพวกที่เป็นทุกข์แล้วมีปัญญา เพราะเขากำลังหาทางแก้ทุกข์ที่ถูกต้อง

9. เมื่อท่านมาอยู่เมืองไทยกลับแปลกใจมากว่าทำไมปัญญาหรือแนวความคิดในพุทธศาสนาที่นับว่าสุดยอดมาก เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านเกิดศรัทธาออกบวช แทบมองไม่เห็นในสังคมไทยโดยเฉพาะในระดับโครงสร้าง ระบบพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ คำตอบของท่านคือในขณะนั้นคนที่มีฐานะดีส่วนใหญ่เรียนในโรงเรียนคริสต์ ถ้าฐานะดีมากก็จะไปเรียนเมืองนอก เมื่อกลับมามีหน้าที่การงาน ก็เป็นผู้ที่เป็นพุทธโดยวัฒนธรรม แต่แนวความคิดในวิชาการต่างๆหรือวิถีชีวิต รับอิทธิพลจาก Howard Business จาก Cambridge University มากกว่าปัญญาในพุทธศาสนา

10. มีเด็กเครียดเกี่ยวกับเรื่องการสอบ ท่านบอกว่า "พูดตรงๆวิชาการที่กำลังท่องอยู่ตอนนี้ที่กำลังจะสอบนี่ พอจบไปแล้วอาจจะใช้ไม่เกิน 10% แต่ที่โรงเรียนนี้ต้องการจะให้คือวิชาชีวิตเพราะว่าถ้าเราสามารถบริหารจิตใจ เมื่อทำงานที่ต้องเจอความกดดันด้วยเวลาหรือด้วยสิ่งต่างๆที่เราควบคุมไม่ได้ เราสามารถปล่อยวางได้ นี่คือวิชาที่ใช้ได้ตลอดชีวิตเลย"

11. อาตมาว่าเรื่อง "การแข่งขัน" กลายเป็นเรื่อง "งมงาย" ในปัจจุบันที่พูดแต่เรื่องแข่งขันๆ ที่จริงแล้วในชีวิตการทำงานของคนส่วนมากส่วนใหญ่ สิ่งที่สำคัญกว่าการแข่งขันคือการทำงานเป็นทีม ไม่มีอัตตา ไม่ชิงดีชิงเด่นกัน ในโอกาสที่ต้องแข่งขันให้มีจิตใจที่อดทนเข้มแข็งพอที่จะแข่งขันได้ แต่ในขณะเดียวกันต้องพัฒนาความสามารถที่จะทำงานเป็นทีม อยากให้แข่งขันกับตัวเองไม่ต้องไปแข่งขันกับคนอื่น ให้ดีขึ้นกว่าเก่าอย่างนี้จะได้เป็นผู้แข่งขันและผู้ได้ชัยชนะโดยไม่เกิดความคิดหรือความรู้สึกที่เป็นอกุศล

12. ความงมงายเกิดจากคนขี้เกียจคิด ต้องการข้อสรุปในชีวิตจากที่นู่นที่นี่โดยตัวเองไม่ต้องคิดมาก คนโบราณเห็นได้ง่ายเพราะเขางมงายในสิ่งที่เราไม่งมงาย แต่ความงมงายของเราในปัจจุบันนี้เห็นได้ยากเพราะมันกลายเป็นสามัญสำนึกแล้วและอาจจะถือว่าเป็นความเจริญด้วยซ้ำไป

13. หลวงพ่อชาเคยสอนอาตมาว่า "โลกไม่มีคำว่าจบ ทำเท่าไหร่ไม่จบหรอก ทำยังไงมันก็ไม่ดีเท่าไหร่หรอก แต่ว่าทำเพราะสมควรจะทำ ทำเท่าที่จะทำได้ ทำแบบไม่คาดหวังอะไรมาก"

14. ถาม : ได้คำตอบหรือยังว่าคนเราเกิดมาทำไม
ตอบ : อาตมาว่าคำสรุปในเรื่องนี้ที่ง่ายที่สุดคือคำที่ปรากฏในพิธีกรรมประโยคสุดท้ายที่ว่า "เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ"

เราต้องมาวิเคราะห์ความหมายที่ว่าเรามีชีวิตเพื่อประโยชน์ ประโยชน์คืออะไร เพื่อความสุข ความสุขอะไร ของข้าพเจ้าทั้งหลายคือไม่ใช่เราคนเดียว คนรอบข้างด้วย ชุมชนสังคมด้วย และตลอดกาลนานคือไม่ใช่ระยะสั้นแต่ระยะยาว

15. ผู้ที่จะเลี่ยงทุกข์จะสร้างสุขให้กับตัวเราเองคนรอบข้าง ต้องเป็นผู้ที่สามารถเจาะใจตนเองเห็นว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น กิเลสเกิดขึ้นตรงไหนอย่างไร ดับไปอย่างไร ต้องดูเองเรียนรู้เอง เพราะถ้าเราสนใจศึกษาธรรมชาติชีวิตของตน เราได้เข็มทิศได้แนวทางซึ่งไม่ต้องขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และเมื่อเราได้ที่พึ่งภายใน สิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร สังคมโลกจะเป็นอย่างไร เรามีที่พึ่งที่มั่นคงภายใน ไม่ต้องขึ้นกับสิ่งแวดล้อมที่เราไว้ใจไม่ได้

https://www.youtube.com/watch?v=iDuF2L4eUao


Top
 Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 1 post ] 

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Search for:
Jump to: